วิธีดูแลรักษาบ้านไม้ให้สวยงามตลอดเวลา

ในการปลูกสร้างที่อยู่อาศัยตั้งแต่สมัยโบราณมา ไม้ คือวัสดุที่สำคัญที่คนเรานำมาสร้างบ้าน โดยเฉพาะบ้านในภูมิภาคเขตร้อนอย่างบ้านเรา การใช้ไม้เป็นวัสดุในการสร้างบ้านนับว่าเป็นภูมิปัญญาและเป็นความเหมาะสมสำหรับสภาพภูมิอากาศอย่างยิ่ง แต่ด้วยธรรมชาติแท้จริงของไม้ ที่มักมีความซีดหรือกร่อนไปตามกาลเวลาทำให้เราจำเป็นจะต้องดูแลรักษาเนื้อไม้ให้สวยงามตลอดเวลา อีกทั้งการดูแลที่ดียังช่วยยืดอายุการใช้งานของไม้ได้ด้วย ใครที่มีบ้านไม้ก็ควรดูแลรักษาเนื้อไม้ไว้ให้คงทนสวยงามด้วยวิธีการดังนี้

เริ่มจาก โครงสร้างไม้ภายนอกบ้านเช่นประตูและหน้าต่าง ระแนงบ้าน พื้นชานเรือนปกป้องผิวไม้จากความชื้นที่อาจเกิดได้ตลอดเวลา และปกป้องจากแสงแดดด้วยวิธีการทาสีน้ำมัน หรือเลือกเป็นทาสีน้ำพลาสติกที่ผลิตสำหรับงานไม้โดยเฉพาะ อีกวิธีคือใช้สีย้อมไม้ ผลิตภัณฑ์ประเภทนี้เมื่อทาแล้วซึมเข้าเนื้อไม้ โดยตรง ทำให้ลายไม้ชัดๆ ดูสวย มีความทนทานากกว่าการทาด้วยน้ำยาเคลือบผิวแบบฟิล์มใส อย่าง พอลิยูรีเทนหรือแล็ก จากนั้นต้องมีการใช้น้ำยาป้องกันแมลงกัดกินไม้ ด้วย ขั้นตอนในการดูแลไม้นอกบ้านทั้งที่อยู่ในที่ร่มและกลางแจ้ง ถ้าใช้ไปนานๆ เกิดการลอกร่อนหรือโก่ง ให้ใช้วิธีขัดสีเดิมออกให้ลึกถึงเนื้อไม้ จากนั้นไสผิวให้เนียนเรียบ แล้วจึงลงสีใหม่ การทาสีย้อมไม้ปกติจะทา 2-3 ชั้น

บริเวณต่อมาคือระเบียงไม้ ชานบ้านในที่โล่ง หรืออยู่กลางแจ้ง แรกทีเดียวควรเลือกใช้ไม้ชนิดไม้เนื้อแข็งมาทำ เช่น ไม้แดง ไม้สัก หรือไม้เต็ง เพราะจะมีคุณสมบัติคือเนื้อแข็งไม่เป็นที่ชอบของ แมลงกินไม้ และควรทาสีย้อมไม้ด้วยเลย เพื่อให้ช่วยลดการดูดซับความชื้นและการสูญเสียความชื้นในเนื้อไม้ สีย้อมไม้ที่ขายกันอยู่จะใช้ดีกว่าเพราะทนทานกว่าพอลิยูรีเทน ซึ่งให้ความมันวาวสวยแต่ไม่ทนแดดได้เท่า การถนอมเนื้อไม้อีกอย่างคือในการทำพื้นหรือระแนงควรตีเว้นร่องพื้นระเบียงไม่ใช้ชิดกันติดเสียทีเดียว แต่ตีให้ห่างกันเล็กน้อย น้ำฝนและน้ำอื่นๆ จะได้ไหลลงด้านล่างได้สะดวก ไม่ขังเป็นแอ่งทำลายเนื้อไม้ การดูแลรักษาที่ดีคือให้ขัดผิวและทาสีย้อมพื้นระแนงไม้ หรืออาจจะเป็น สีย้อมไม้สำหรับทาไม้นอกบ้าน โดยควรทาใหม่ ทุก 3 ปี จะช่วยยืดอายุการใช้งานได้

บริเวณสุดท้ายคือไม้ภายในบ้านและบันได ปัญหาที่พบไม่ใช่ความซีดหรือผุ แต่มักจะมีรอยขีดข่วนจากการใช้งานมากกว่า ให้ใช้น้ำยาเคลือบผิวชที่เป็นนิดฟิล์มทาเคลื่อบลงไป ช่วยให้เช็ดถูง่ายและมันวาวสวย หรือจะเลือกแบบด้านก็ได้ เพียงแค่ทาน้ำยาป้องกันแมลงกินไม้ให้ทั่วๆ ต่อด้วยการเคลือบด้วยพอลิยูรีเทน เพียงเท่านี้ก็จะทำให้ใช้งานได้นานและดูแลง่ายแล้ว

แนะนำเครื่องมือในการใช้ในการแกะสลัก

การแกะสลักไม้ถือเป็นการทำงานที่ต้องใช้ศิลปะ ต้องการความละเอียดอ่อนและความชำนาญ รวมถึงฝีมือของช่างแกะสลักจึงจะได้ผลงานที่ออกมาสวยงาม วิจิตร และอีกองค์ประกอบที่จะทำให้ผลงานการแกะสลักไม้ออกมาได้ดีก็คือเครื่องมือที่ใช้ในการแกะสลัก เครื่องมือที่ใช้ในการแกะสลักไม้นั้นมีหลายอย่างได้แก่

1. ค้อนไม้

เป็นค้อนที่มีขนาดเล็กเหมาะมือ มักทำจากไม้ชิงชัน ไม้แดง เป็นไม้เนื้อแข็ง มีน้ำหนักค่อนข้างเบาเพื่อไม่ให้กินแรงของผู้ใช้ หัวของค้อนมีลักษณะเป็นตะลุมพุก เป็นค้อนที่ไม่ทำให้สิ่วที่ใช้ร่วมกันสึกกร่อนง่าย

2. สิ่ว

เป็นวัสดุที่ทำจากเหล็กกล้าทนทานและต้องลับให้มีความคมอยู่เสมอ มีด้วยกันหลายชนิดและแต่ละชนิดใช้งานในการแกะสลักต่างกัน ได้แก่ สิ่วขมวด สิ่วฉาก สิ่วขุด สิ่วเล็บมือ

3. มีดแกะสลัก

เป็นมีดที่มีขนาดเล็กและมีปลายแหลมใช้สำหรับแกะสลักรายละเอียดและใช้เซาะร่อง

4. เลื่อยไม้

ในขั้นตอนการแกะสลักจำเป็นจะต้องใช้เลื่อยที่ใช้สำหรับเลื่อยไม้โดยเฉพาะไว้สำหรับเลื่อยส่วนต่างๆ ของชิ้นไม้ให้ได้โครงรูปตามที่ต้องการ

5. ตะไบหรือบุ้ง

หลังจากการแกะสลักแล้ว ช่างแกะสลักจะใช้ตะไบในการขัดถูเพื่อกำจัดส่วนเกินที่ไม่ต้องการ ทำให้งานคมชัดและสวยขึ้น

6. กระดาษทราย

ใช้สำหรับขั้นตอนท้าย ๆ ของงานแกะสลัก เพื่อขัดให้ชิ้นงานเกิดความเรียบร้อย

7. กบสำหรับไสไม้

ใช้ไสไม้ในส่วนต่างๆ เมื่อต้องการเหลาให้ไม้ได้รูป

8. สว่านเจาะไม้

ใช้สำหรับเจาะไม้ให้เป็นรูเกิดเป็นลายฉลุตามแบบที่ต้องการ

9. ปากกาจับชิ้นงานและแท่นสำหรับยึด

ในการสลักลายต้องมีอุปกรณ์สองชิ้นนี้ไว้ใช้สำหรับจับยึดชิ้นงานให้อยู่กับที่ เพื่อความสะดวกในการแกะสลักลวดวาย

10. เครื่องมือและเครื่องเขียนเบ็ดเตล็ด

เช่น กระดาษสำหรับเขียนแบบ ดินสอ ยางลบ ไม้บรรทัด กระดาษสำหรับลอกลาย กระดาษแข็ง เป็นต้น

11. วัสดุตกแต่งและเคลือบผิว

ใช้สำหรับตกแต่งผิวของชิ้นงานไม้แกะสลัก ในขั้นตอนสุดท้ายก่อนเสร็จชิ้นงานทั้งหมด เช่น แลกเกอร์ ชแล็ก ดินสอพอง ทินเนอร์ น้ำมันสน และสีใช้ทาไม้สีต่างๆ

เครื่องมือต่างๆ ที่ใช้ในการแกะสลักนับว่าเป็นของคู่ใจของช่างแกะสลัก และสำคัญอย่างมากในการทำงานแกะสลักไม้ ดังนั้นจึงต้องการความใส่ใจในการเก็บรักษาและการดูแลอย่างถูกวิธี ควรทำความสะอาดหลังจากการใช้งานทุกครั้งและเก็บรักษาเข้าชุดตามเซ็ทของอุปกรณ์ นอกจากนั้นก็จะต้องสำรวจเสมอว่าอุปกรณ์หรือเครื่องมือเหล่านั้นอยู่ในสภาพที่ใช้งานได้อยู่เสมอ เช่นการลับสิ่งให้คม ปิดฝาวัสดุที่เป็นของเหลวและเก็บในอุณหภูมิที่สมควรด้วย

การดูแลและรักษางานไม้ ให้สวยงามไปอีกหลายปี

งานไม้ ไม่ว่าจะเป็นเฟอร์นิเจอร์ไม้ ของประดับที่ทำด้วยไม้ ของใช้ต่างๆ ที่ทำจากไม้ ล้วนแล้วแต่เป็นของที่มีเสน่ห์ เป็นงานที่ช่างต้องใช้ความประณีตในการสร้างสรรค์งานออกมา และเมื่อมาอยู่ในความครอบครองของเราก็ย่อมต้องอยากให้คงทนและสวยงามใช้งานไปได้อีกตราบนานปี การรักษาและดูแลงานไม้ให้สวยงามไปนานๆ มีเคล็ดลับและวิธีการคือ

1. รอยขีดขูดหรือด่าง
เมื่องานไม้มีอายุนานวันเข้าก็มักจะเกิดรอยขูดขีดขึ้น ให้ใช้ผ้าสะอาด นำมายองเนสมาหยดลงไปบนผ้าแล้วถูลงบนไม้ที่เป็นรอยนั้น รอยด่างต่างๆ จะจางลง ถ้าเนื้อไม้มีรอยลึกเข้าไปเป็นรอยขีดข่วน ก็ให้ใช้ยาขัดรองเท้าที่มีสีใกล้เคียงกับตัวงานไม้ทาลงบนรอยจะทำให้รอยจางลงได้

2.การทำความสะอาด
การทำความสะอาดงานไม้ประจำวัน ให้ใช้ไม้ขนไก่มาเป็นอุปกรณ์ในการปัดฝุ่นออกก่อน จากนั้นให้ใช้ผ้าชุบน้ำบิดหมาดๆ เช็ดจนสะอาด แต่หากพบว่ามีคราบและร่องรอยเปื้อนมาก ก็ให้ใช้กระดาษทรายเบอร์ที่ละเอียดๆ มาขัดออก งานไม้ที่เป็นไม้เนื้ออ่อน เช่น งานที่ทำจากหวาย หรือทำจากวัสดุไม้ยาง ไม่ควรขัดแรงๆ แต่ให้ใช้แปรง อ่อนๆ ปัดหรือไม้ขนไก่มาปัดฝุ่นออก จากนั้นใช้ผ้าชุบน้ำพอหมาดเช็ดออก อีกที ถ้ามีรอยด่างหรือเปื้อนมากควรใช้น้ำส้มสายชูผสมเข้ากับน้ำอุ่นเช็ดให้ทั่ว นำขี้ผึ้งมาขัดเป็นขั้นตอนสุดท้าย

3 .การป้องกันงานไม้เสียหาย
งานไม้อาจจะเสียหายได้จากแมลงจพวกมอด ปลวกกัดแทะ หรือถ้างานไม้ตั้งอยู่ในที่แดดส่งถึงหรือวางกลางแดดนานๆ ก็จะเสียหาย ซีด โก่งแตก ปริ ได้ง่าย เมื่อผ่านไปนานวัน วิธีดูแลรักษาก็คือ ให้ซื้อน้ำยาทาไม้กันปลวกมาทาเคลื่อบไว้ และใช้ยูริเทนมาทาเพื่อป้องกันสีไม้และผิวของงานไม้ การทาต้องเตรียมเนื้อไม้ให้พร้อมด้วยการทำความสะอาดด้วยผ้าชุบน้ำหมาด จากนั้นทิ้งไว้จนแห้งดีแล้วจึงทาน้ำยาลงไป ระหว่างที่น้ำยายังไม่แห้งดีอย่าเผลอไปแตะหรือดูอย่าให้มีฝุ่น หรือ ผงตกลงไปถูกเนื้อไม้จะทำให้เป็นรอยไม่สวย

4. ที่สำหรับวาง งานไม้
สถานที่ที่วางงานไม้ ไม่ว่าจะเป็นเฟอร์นิเจอร์ไม้ ของตกแต่งหรืองานไม้ใดๆ ก็ตาม ไม่ควรวางในที่ที่อับหรือชื้น แต่ถ้าหลีกเลี่ยงไม่ได้ให้หมั่นระบายอากาศในบริเวณนั้นบ่อยๆ เช่นเปิดหน้าต่าง ใช้พัดลมระบายหรือนำงานไม้ออกมาตากแดดบ้าง เพื่องานไม้จะไม่ชื้นจนเป็นราหรทอเสียหาย

งานแกะสลักไม้คืออะไร มีขั้นตอนการทำอย่างไร

งานแกะสลักไม้ คือ การใช้วัสดุแข็งและคม เช่นโลหะชนิดต่างๆ ขูดลงบนเนื้อไม้ประเภทต่างๆ บางส่วน ทำให้เกิดลวดลายหลากหลาย ทั้งลายที่แกะลงไปในตัวเนื้อไม้และลายที่ทำให้เนื้อไม้เกิดเป็นรูปทรงต่างๆ แบบสามมิติ เป็นศิลปหัตกรรมและประติมากรรมชนิดหนึ่ง สำหรับประเทศไทยของเรางานแกะสลักไม้มีมายาวนานตั้งแต่ครั้งอดีต เป็นงานศิลปกรรมที่เริ่มจากความศรัทธาในศาสนาเป็นหลัก เรียกผลงานศิลปะการแกะสลักไม้ว่า เครื่องไม้จำหลัก

ขั้นตอนการแกะสลักเริ่มจากการเตรียมอุปกรณ์ที่จะต้องใช้ ได้แก่  สิ่ว เป็นอุปกรณ์ที่ทำจากเหล็กกล้ามีความเหนียวและแข็ง นำมาเจียรและตีให้เกิดความคม มีทั้งลักษณะหน้าตรง หน้าโค้ง ขนาดแตกต่างกันออกไป สิ่วหน้าโค้ง หรือสิ่งโค้งเล็บมือ จะใช้ตอกไม้ในส่วนที่ต้องการให้ได้พื้นผิวรูปโค้งและใช้แต่งลายด้วยการปาดแต่ง สิ่วปากเสี้ยว เป็นสิ่วที่มีพื้นผิวเฉียงไปทางหนึ่งทางใดก็ได้ มีทั้งสิ่วเสี้ยวซ้ายและสิ่วเสี้ยวขวา อุปกรณ์อีกอย่างคือค้อนไม้ มักจะทำจากไม้ชิงชันหรือไม้แก่นมะขาม มีเส้นผ่าศูนย์กลางตัวค้อนประมาณ 5-6 นิ้ว ใช้คู่กันในการตอกด้ามสิ่ว วัสดุไม้ที่นำมาแกะสลักต้องเลือกชนิดของไม้ที่มีเนื้อไม้ที่เหมาะในการแกะสลัก ชนิดไม้ที่นิยมนำมาแกะสลักคือ ไม้ชิงชัน ไม้สัก ไม้โมกมันและไม้ฉำฉา

งานที่ได้จากการแกะสลักไม้มีสามประเภทก็คือ ประเภทนูนสูง ประเภทนูนต่ำและประเภทลอยตัว  เริ่มมจากจะต้องเลือกรูปแบบของชิ้นงานว่าจะทำชิ้นงานแกะสลักออกมาเป็นลักษณะใดและภาพใด ภาพแกะสลักนูนต่ำ นูนสูง หรือลอยตัว จากนั้นต้องเลือกวัสดุหลักคือไม้ให้ได้ขนาดและรูปทรงที่เหมาะสมกับรูปแบบของงานทแกะสลักที่จะทำด้วย ในการแกะสลักเบื้องต้นครั้งแรกเรียกกันว่า โกลน เริ่มต้นการแกะสลักด้วยการโกลนเปรียบเสมือนการขึ้นโครงในการวาดภาพ การโกลนนั้นถือว่าสำคัญมาก เมื่อโกลนจนได้รูปทรงและลวดลายเบื้องต้นที่เป็นโครงร่างนำทางแล้ว จึงทำการแกะสลักเสลาไม้ในรายละเอียดที่ค่อยๆ ละเอียดขึ้น ชิ้นงานก็จะได้ความชัดเจน คมและสวยงามมากขึ้นเรื่อยๆ เน้นความอ่อนช้อยและซับซ้อนในรายละเอียด เมื่อแกะสลักจนได้ลวดลายที่ต้องการแล้วก็มาถึงขั้นตอนการแต่งชิ้นงาน ให้เนี้ยบด้วยการใช้กระดาษทรายขัดส่วนเกินออกให้ได้รูป จากนั้นก็ทาด้วยดินสอพองต่อด้วยน้ำมันเคลือบเนื้อไม้ หรือจะเลือกทาน้ำมันชักเงา ขึ้นอยู่กับว่าต้องการให้งานานแกะสลักนี้ออกมาเป็นลักษณะใด จึงเป็นอันเสร็จขั้นตอน ช่างแกะสลักไม้ที่เก่งและมีฝีมือเป็นเลิศ เมื่อเสร็จขั้นตอนการแกะสลักด้วยสิ่วแล้ว งานจะออกมาสวยงามสำเร็จโดยไม่ต้องใช้กระดาษทรายหรือสิ่งใดมาขัดแต่งชิ้นงานเลย

ลักษณะลายไม้ที่ได้รับความนิยมในการสร้างบ้านไม้

ไม้ เป็นวัสดุประเภทหนึ่งที่มนุษย์รู้จักนำมาประยุกต์ใช้สำหรับการสร้างที่อยู่อาศัยมาอย่างยาวนาน ด้วยความที่เป็นวัสดุอันเกิดมาจากธรรมชาติจึงทำให้ไม้ยังคงเป็นสิ่งที่ได้รับความนิยมสำหรับการใช้ประโยชน์ในหลายๆ ด้านของมนุษย์มาอย่างต่อเนื่องยาวนานเสมอมา การสร้างบ้านในยุคนี้เองแม้ว่าจะมีวัสดุหลากหลายประเภทให้ได้เลือกใช้งาน อาทิ ปูน, เหล็ก, ไม้เทียม, พลาสวูด เป็นต้น แต่ยังไงเสียไม้เองก็ยังคงเป็นวัสดุที่ได้รับความนิยมเสมอมาไม่เสื่อมคลาย

ประเภทของลายไม้ที่ได้รับความนิยมในการนำมาสร้างบ้าน

สำหรับการเลือกไม้ในการนำมาใช้สร้างบ้านก็เป็นสิ่งหนึ่งที่ขึ้นอยู่กับปัจจัยในหลายๆ ด้านไม่ว่าจะเป็นความคงทนแข็งแรง การใช้งานของที่พัก ความสามารถในการหาไม้มาใช้ งบประมาณ ทว่าหากมองถึงเรื่องความสวยงามของไม้ในการนำมาสร้างบ้าน ลายไม้จัดเป็นสิ่งที่จะสามารถบ่งบอกได้เป็นอย่างดีว่าไม้ชนิดนี้มีความสวยงามมากขนาดไหน ซึ่งลายไม้แต่ละประเภทก็จะมีความแตกต่างกันออกไปขึ้นอยู่กับตัวของไม้ชนิดดังกล่าว สำหรับคนที่มองเรื่องของความสวยงามในการสร้างบ้านไม้เป็นหลักก็จะเลือกมองที่ลายไม้ว่าลายไม้ชนิดไหนสวยถูกใจตนเองมากที่สุด เพราะฉะนั้นลองมารู้จักกับลายไม้จากไม้ประเภทต่างๆ ที่มักจะได้รับความนิยมในการนำมาสร้างบ้านว่ามีอะไรบ้าง

  1. ลายไม้เต็ง – ไม้เต็งจัดเป็นไม้เนื้อแข็งประเภทหนึ่งลักษณะของลายจะเป็นสีน้ำตาลอ่อนแต่เมื่อตัดทิ้งไว้สักพักก็จะกลายเป็นสีน้ำตางที่เข้มขึ้น นิยมใช้สำหรับการทำงานภายนอกเนื้อจากลายจะค่อนข้างหยาบแข็ง
  2. ลายไม้แดง – เป็นไม้เนื้อแข็งที่ลายไม้จะเป็นลักษณะสีน้ำตาลอมแดงเข้ม ผิวบริเวณลายไม้จะค่อนข้างมีความชัดเจนอย่างมากลักษณะเป็นแบบสัมผัสผิวลายที่จะมีสีสันสวยงามมากๆ ส่วนใหญ่นิยมนำมาทำเป็นวงกบ, พื้น, หน้าต่าง รวมถึงเฟอร์นิเจอร์ที่ทำจากไม้ด้วย
  3. ลายไม้มะค่า – เป็นไม้เนื้อแข็งที่ค่อนข้างได้รับความนิยมอีกชนิดในการนำมาสร้างเป็นบ้านไม้ เนื่องจากว่านอกจากจะมีความแข็งแรงแล้ว ลายไม้ สีไม้ จะมีความชัดเจน สวยงาม ถ้าหากเป็นที่ปลูกจากประเทศไทยจะมีสีน้ำตาลเข้มอย่างเห็นได้ชัด นิยมนำมาสร้างเป็นพื้นบันได พื้นบ้าน เป็นต้น
  4. ไม้ตะแบก – เป็นไม้ที่มีลายไม้สีน้ำตาลอมเหลือง ส่วนลักษณะของลายไม้จะค่อนข้างสวยงามใกล้เคียงกับลายของไม้สักเลยทีเดียว นิยมนำมาไสแล้วจึงใช้ตกแต่งในส่วนต่างๆ ของบ้าน เช่น บานประตู, พื้นบ้าน เป็นต้น
  5. ไม้เนื้ออ่อน – เป็นไม้ที่มีลักษณะอ่อน มีวงจากลายไม้กว้าง ลายไม้จึงอาจไม่ได้เยอะเหมือนกับประเภทอื่นๆ แต่ก็นิยมนำมาสร้างเป็นสิ่งต่างๆ ภายในบ้าน

อุปกรณ์สำหรับช่างไม้มีอะไรบ้าง

ช่างไม้ถือว่าเป็นอาชีพหนึ่งที่ค่อนข้างมีความสำคัญอย่างมาก ถือว่าเป็นอาชีพที่จำเป็นต้องใช้ความชำนาญและความเชี่ยวชาญค่อนข้างสูง รวมถึงต้องค่อนข้างมีความรู้เกี่ยวกับอุปกรณ์สำหรับใช้ในงานไม้ด้วย ลองมาดูอุปกรณ์ของช่างไม้ว่ามีอุปกรณ์ประเภทใดบ้างที่ช่างไม้จำเป็นต้องเลือกนำมาใช้งาน

อุปกรณ์ที่ใช้สำหรับช่างไม้

  1. ตลับเมตร – อุปกรณ์อันดับต้นๆ ที่เราจะเห็นช่างไม้ทุกคนพกติดตัวตลอดเวลา เพราะนี่คืออุปกรณ์สำหรับการวัดขนาดต่างๆ เพื่อตัด ต่อ ประกอบ วัดความสูง ความยาว ความกว้าง ความหนา ปกติตลับเมตรก็จะมีหน่วยวัดเป็นเมตร ฟุต นิ้ว เซนติเมตร
  2. ฉากเหล็ก – อุปกรณ์สำหรับการวัดเพื่อขีดมุมฉาก ปกติก็คือจะทำการวางฉากลงบนตัวไม้ ขอบจะต้องแนบสนิทกับผิวในด้านเรียบ จากนั้นก็สามารถขีดเส้นได้ตามที่ต้องการ
  3. ขอขีดไม้ – เป็นอุปกรณ์ที่ใช้ขีดเพื่อเอาไว้สำหรับทำการเลื่อย ผ่า หรือทำรูเดือย ไม้ให้ตรงตามที่วัดเอาไว้ จะมีส่วนหัว ตัวแขนยึดที่แน่นด้วยสลักหรือขอยึด ปลายข้างหนึ่งจะมีเข็มปลายแหลมหรือตัวสลักเมื่อเอาออกแล้วจะเอาไว้วัดระยะห่างจากบริเวณปลายเข็มกับตัวส่วนหัว
  4. เลื่อย – เป็นเลื่อยที่เราจะเห็นโดยทั่วไป มีที่จับอยู่ที่ปลายด้านหนึ่ง ส่วนฟันเลื่อยที่ใช้สำหรับการตัดจะทำจากเหล็กสปริง ขนาดบาง ปลายเรียว เอาไว้สำหรับการเลื่อยไม้โดยเฉพาะ
  5. กบไสไม้ – อีกหนึ่งเครื่องมือสำคัญของเหล่าบรรดาช่างไม้ทั้งหลาย ใช้เพื่อขัดผิวไม้ให้เรียบ ไม่มีเสี้ยน หรือขัดเพื่อให้ได้ทรงไม้ตามที่ต้องการ
  6. สิ่วแต่งไม้ – มีเอาไว้สำหรับการขูดผิวไม้หรือปากไม้ให้เรียบขึ้น ปกติแล้วด้ามจับจะเป็นยางหรือพลาสติก ส่วนตัวก้านที่เอาไว้ใช้ขูดจะทำจากเหล็กกล้า หัวแบน ซึ่งสิ่วบางตัวมีความคมค่อนข้างมาก
  7. สิ่วเจาะ – มีเอาไว้สำหรับการเจาะรูเดือย จะมีความหนา ทว่าความคมกับความกว้างจะน้อยกว่าสิ่วแต่งไม้ เวลาใช้งานจึงจำเป็นต้องใช้ค้อนช่วยทุบให้แซะเข้าเนื้อไม้ได้ดี
  8. สว่านข้อเสือ – ใช้สำหรับการเจาะรูเพื่อใส่น๊อตหรือสกรู เวลาใช้ต้องใส่ดอกสว่านที่จะมีหลายชนาดหลายลักษณะตามแต่ความต้องการสำหรับใช้งาน
  9. ค้อน – เป็นอีกอุปกรณ์ที่เห็นหน้าค่าตากันบ่อยมาก ใช้สำหรับการตีหรือทุบอุปกรณ์ต่างๆ ให้เป็นไปตามที่ต้องการ อาทิ ตะปู ดอกสว่าน เป็นต้น
  10. เลื่อยฉลุ – เป็นเลื่อยขนาดเล็ก ตัวโครงจะเป็นโลหะมีใบเลื่อยขนาดเล็ก ส่วนมากจะเลือกใช้กับไม้ที่มีขนาดบางและไม่สามารถใช้เลื่อยปกติได้เนื่องจากว่ามันจะทำให้ไม้หัก ส่วนใหญ่จะเน้นไปที่งานตกแต่งมากกว่างานที่ต้องใช้พละกำลังเพื่อตัดให้ไม้ขาดออกจากกัน

สร้างบ้านทั้งหลังด้วยไม้ชนิดใดดี

การสร้างบ้านไม้ถือว่าเป็นสิ่งที่คนไทยยังคงให้ความนิยมกันอยู่อย่างไม่ลดน้อยลงไปสักเท่าไหร่นัก ด้วยความที่ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีสภาพอากาศค่อนข้างร้อน การอยู่บ้านปูนหากไม่มีเครื่องปรับอากาศหรือพัดลมเยอะๆ ก็อาจทำให้สภาพอากาศภายในบ้านร้อนเป็นอย่างมาก แต่การสร้างบ้านทั้งหลังด้วยบ้านไม้ลมสามารถพัดเข้ามาได้ดีกว่า ทำให้อากาศค่อนข้างผ่อนคลายเย็นสบายมากกว่าอย่างเห็นได้ชัด

ไม้ที่นิยมนำมาสร้างบ้านทั้งหลัง

จริงๆ แล้วต้องบอกว่าไม้ที่สามารถนำมาทำเป็นบ้านทั้งหลังได้ก็มีอยู่ด้วยกันหลากหลายประเภทขึ้นอยู่กับองค์ประกอบต่างๆ ในการเลือกใช้งานไม้เหล่านั้นว่าต้องการใช้เพื่อวัตถุประสงค์ใดเป็นหลัก โดยไม้แต่ละประเภทแน่นอนว่าย่อมมีคุณสมบัติที่เป็นข้อดีแตกต่างกันออกไป ลองมาดูไม้ที่คนส่วนใหญ่นิยมนำมาใช้ในการสร้างเป็นบ้านทั้งหลังว่านิยมเลือกใช้ไม้ชนิดใดกันบ้าง

  1. ไม้เนื้อแข็ง – ที่คือไม้ที่เรียกว่าน่าจะได้รับความนิยมมากที่สุดในการนำมาสร้างเป็นบ้านทั้งหลังเลยก็ว่าได้ ด้วยเหตุผลประการหลักของการเลือกใช้ไม้เนื้อแข็งในการสร้างบ้านก็คือมีความคงทนแข็งแรงสูงมากๆ ทำให้จะปลูกเป็นบ้านชั้นเดียวหรือบ้านสองชั้นก็ไม่ใช่ปัญหาสำหรับการนำไม้เนื้อแข็งมาเป็นวัสดุหลัก ทำให้คนที่เข้ามาอยู่อาศัยค่อนข้างมีความอุ่นใจถึงความแข็งแรงภายในบ้าน มีความปลอดภัยต่อสภาพดินฟ้าอากาศสูง นิยมจะนำมาใช้ในการวางโครงสร้างต่างๆ ของบ้าน อาทิ เสา คาน การปูพื้น หรือแม้แต่เพดานบ้าน ซึ่งไม้เนื้อแข็งส่วนใหญ่ที่นิยมนำมาใช้งานก็เช่น ไม้เต็ง ไม้รัง ไม้ตะแบก ไม้ตะเคียนทองง ไม้แดง ซึ่งสามารถหาซื้อได้ตามร้านขายไม้ทั่วไป หากเป็นสมัยก่อนอาจใช้ไม้สักด้วยแต่ปัจจุบันถือว่าเป็นสิ่งผิดกฎหมาย
  2. ไม้เนื้อแข็งปานกลาง – หากว่ามีไม้เนื้อแข็งที่เรารู้จักกันโดยทั่วไปอย่างที่กล่าวไว้แล้ว ไม้เนื้อแข็งปานกลางก็เป็นไม้อีกชนิดที่นิยมนำมาใช้สร้างบ้านทั้งหลังไม่แตกต่างกัน คือที่บอกว่าเป็นไม้เนื้อแข็งปานกลางก็เพราะความแข็งแรงอาจไม่เท่ากับไม้เนื้อแข็งแต่ก็ไม่ได้อ่อนจนเป็นไม้เนื้ออ่อน เรียกว่าเป็นไม้ที่มีความแข็งในลักษณะที่กำลังพอเหมาะพอควร มีราคาถูกกว่าไม้เนื้อแข็ง ความทนทานก็สามารถสร้างบ้านเป็นหลังได้อย่างสบายๆ ที่สำคัญทำให้บ้านดูมีความคลาสสิกจากสีไม้ที่จะแตกต่างจากไม้ประเภทอื่นค่อนข้างชัดเจน ความรู้สึกของการได้อยู่ในบ้านแบบนี้ทำให้คล้ายกับอยู่ติดกับธรรมชาติอันร่มรื่น ไม้เนื้อแข็งปานกลางที่นิยมใช้ในบ้านเรา อาทิ ไม้นนทรี ไม้ชุมแพรก ไม้กระบาก เป็นต้น

วิธีการทำชุดโต๊ะกินข้าวไม้โอ๊ค

ชุดโต๊ะกินข้าวถือว่าเป็นเฟอร์นิเจอร์ที่แทบทุกบ้านจะต้องมีเอาไว้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ด้วยความที่นี่เป็นพื้นที่สำหรับการทานอาหารภายในบ้านรวมถึงยังเป็นเฟอร์นิเจอร์ที่ทำให้ห้องครัวหรือห้องทานอาหารดูสมบูรณ์แบบอีกด้วย ถึงกระนั้นสำหรับบางคนการเลือกซื้อชุดโต๊ะกินข้าวอาจดูมีราคาแพงเกินไป การที่เป็นคนมีฝีมือทางด้านช่างหรือต้องการลองทำเองด้วยวัสดุสุดหรูอย่างไม้โอ๊คก็ไม่ได้มีวิธีการทำที่ยากเย็นอะไรมากเลย

วิธีการทำชุดโต๊ะกินข้าจากไม้โอ๊คพร้อมอุปกรณ์

  1. ทำการศึกษารูปแบบของโต๊ะที่เราต้องการจะทำ ซึ่งปกติแล้วก็จะประกอบไปด้วยโต๊ะ 1 ตัว เก้าอี้ 4 ตัว เป็นพื้นฐานของโต๊ะกินข้าว
  2. เลือกซื้อเลือกหาวัสดุอุปกรณ์ต่างๆ ที่เราต้องการจะใช้เน้นหนักไปที่การซื้อไม้โอ๊ค, กบไสไม้, ค้อน, สว่านไฟฟ้า, ตะปูเกลียว และอื่นๆ ตามแต่ว่าจะเลือกซื้อมาใช้งาน
  3. เริ่มต้นการทำง่ายๆ ด้วยการแยกประเภทการทำที่ก่อนระหว่างโต๊ะกับเก้าอี้ โดยโต๊ะให้แยกการทำเป็น 2 ส่วนคือ ส่วนขาโต๊ะและส่วนพื้นโต๊ะด้านบน โดยพื้นโต๊ะด้านบนทำการเลื่อยให้มีขนาดพอดีกับที่ต้องการต่อมาให้ไสให้เรียบด้วยกบไสไม้ จากนั้นก็เตรียมขาโต๊ะทั้ง 4 ข้าง ด้วยการเลื่อยออกให้มีขนาดสูงพอดีกับที่ต้องการ ตามด้วยการยิงสกรูเพื่อให้สามารถใส่ตะปูเกลียวลงไปได้ เมื่อยิงสกรูจนเป็นรูสำหรับใส่ตะปูเกลียวก็ให้เอาสว่านไฟฟ้าเจาะเข้าหัวด้านหนึ่งเข้ากับตะปูเกลียวแล้วยิงไปในจุดที่จะต่อกับขาโต๊ะทั้ง 4 ข้าง
  4. ส่วนขั้นตอนการทำเก้าอี้จะมีความยุ่งยากนิดหน่อยตรงที่เริ่มแรกต้องมีการตัดไม้ให้ได้ขนาดตามที่ต้องการโดยแบ่งเป็นช่วงขาโต๊ะ 6 ชิ้น 2 ชิ้นแรกเป็นขาหน้ามีขนาดกำลังเหมาะสม 2 ชิ้นต่อมาเป็นขาหลังพร้อมตัดให้ยาวจนถึงพนักพิงโดยส่วนนี้อาจมีการไสไม้ให้เฉียงออกเล็กน้อยช่วงบนเพื่อให้มีระดับพนักพิงนิดหน่อย ส่วนอีก 2 ชิ้นเป็นขายึดตรงกลาง ส่วนต่อมาก็คือเบาะนั่งโดยตัดไม้ให้มีขนาดเท่ากับขายึดด้านล่าง 4 ชิ้น จากนั้นก็ตัดไม้เป็นแผ่นให้มีขนาดพอดีกับเบาะหนัง ตัดแผ่นไม้เป็นพนักพิง เมื่อตัดเสร็จหมดเรียบร้อยให้เอาน๊อต หรือตะปูเกลียวเจาะยึดกันเหมือนกับตอนทำโต๊ะตรงจุดต่างๆ โดยทำเหมือนกันทั้ง 4 ตัวก็จะได้เก้าอี้สำหรับชุดโต๊ะกินข้าวแล้ว
  5. สำหรับบางคนอาจเลือกทาน้ำยาเคลือบไม้หรือทาสีอีกรอบเพื่อเพิ่มความสวยงาม เพื่อยืดอายุการใช้งาน หรือเพื่อป้องกันเสี้ยนไม้ต่างๆ ก็แล้วแต่ว่าจะทำอย่างไรต่อตรงจุดนี้ตามแต่ความต้องการของแต่ละบุคคล

แกะสลักไม้อย่างไรให้ได้ตามทรงที่ต้องการ

การแกะสลักไม้นับได้ว่าเป็นศิลปะขั้นสูงอีกประเภทที่ต้องบอกว่าไม่ใช่ใครก็สามารถทำได้ เนื่องจากต้องผ่านการฝึกฝนอย่างหนัก ต้องรู้จักการใช้ศิลปะให้เป็น มีฝีมือที่เพียบพร้อมจึงจะสามารถแกะสลักงานไม้ออกมาได้อย่างงดงามตระการตาเหมือนที่เราเห็นกันอยู่ทุกวันนี้ ซึ่งต้องบอกว่าหากใครต้องการที่จะเริ่มต้นการแกะสลักงานไม้ต้องมีความตั้งใจอย่างมากจึงจะประสบความสำเร็จในงานศิลปะด้านนี้อย่างแท้จริง

ขั้นตอนการแกะสลักเบื้องต้น

  1. กำหนดลวดลายรูปแบบของงานที่ต้องการแกะ ประเด็นแรกคือต้องรู้จักกับลักษณะของไม้เสียก่อน อาทิ ทางไม้หรือเสี้ยนไม้ที่สวนกลับมา เป็นสิ่งที่นักแกะสลักไม้จะต้องรู้ในอันดับแรกเพื่อสามารถกำหนดลวดลายของการแกะสลักได้อย่างชัดเจน
  2. การถ่ายลายลงบนพื้นไม้ คือการนำแบบที่ได้ร่างมาผนึกเข้ากับไม้ หรือตอกสลักกระดาษแข็งให้โปร่ง แล้วเอาลวดลายมาวางบนพื้นหน้าไม้ทาด้วยกาวแล้วลูบด้วยดินสอพอง จากนั้นก็นำกระดาษต้นแบบออก
  3. โคลนหุ่นเพื่อขึ้นรูป คือการตัดทอนตรงเนื้อไม้ด้วยเครื่องมือของช่างไม้ จากนั้นก็เอาเนื้อไม้ที่ไม่ต้องการออกไปให้เหลือแต่ตัวไม้ที่มีลักษณะตามต้องการแล้วค่อยนำไปแกะสลักต่อไป
  4. แกะสลักลวดลาย ใช้สิ่วที่คมทำการเจาะเป็นลายไม้ตามที่ต้องการโดยหน้าของสิ่วก็จะมีความกว้างแตกต่างกันออกไปขึ้นอยู่กับประเภทในการใช้งาน โดยการแกะสลักลวดลายหนึ่งครั้งสามารถเลือกใช้สิ่วได้หลากหลายประเภทตามแต่ว่าในช่วงลวดลายไหนต้องเลือกใช้สิ่วประเภทใดเพื่อให้เข้ากันได้ดีที่สุด

เทคนิคในการแกะสลักไม้

  • เวลาที่ทำการปาดไม้หรือแกะแรตัวลาย ต้องเลือกดูทางของเนื้อไม้เนื่องจากตอนใช้สิ่วปาดจะต้องไปตามทางของเนื้อไม้ ไม่ปาดย้อนเสี้ยนไม่อย่างนั้นอาจทำให้ไม้หลุดหรือบิ่นได้
  • การปาดแต่งแรลาย ต้องตั้งสิ่วเผล้ให้เอียงข้างหนึ่ง ตั้งฉากข้างหนึ่ง จะทำให้เกิดความสูงต่ำในการแกะสลักไม่เท่ากัน ถือว่าเป็นการเล่นแสง และเงาได้ดีอีกวิธีการหนึ่งสำหรับการแกะสลักไม้
  • ไม้แต่ละชนิดจะมีวิธีเล็กๆ น้อยๆ ในการแกะสลักต่างกันออกไป อาทิ ถ้าเป็นบานประตูหน้าต่างใช้ไม้แผ่นเดียวก็ทำได้ แต่ถ้าเป็นองค์พระที่มีขนาดใหญ่ต้องใช้เพลาะไม้ในการแกะหลายแผ่น ถือว่าเป็นเทคนิคที่มีความแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ซึ่งตรงจุดนี้ต้องดูให้ดีว่าการแกะสลักไม้ในแต่ละครั้งเป็นการแกะในรูปแบบใด

ปัจจุบันต้องบอกว่างานแกะสลักไม้ยังคงเป็นสิ่งที่หลายคนให้ความสนใจ รวมถึงชื่นชอบผลงานในลักษณะนี้ด้วย เนื่องจากเป็นงานที่ใช้ฝีมือ ความสามารถของผู้ทำล้วนๆ ราคาของงานจึงค่อนข้างแพงคุ้มค่ากับฝีมือจริงๆ

ศิลปะหุ่นเศษไม้เหมือนจนขนลุก

ผลงานศิลปะอาจสะท้อนความน่ากลัวหรือทำให้สวยงามน่าประทับใจ เรื่องราวของศิลปะครั้งนี้ มันคือหุ่นจากเศษไม้

ที่ถูกสร้างขึ้นมาให้คล้ายกับมนุษย์ จาก ศิลปินชาวญี่ปุ่น Nagato Iwasaki

โดยหุ่นต่างๆเหล่านี้ มีสัดส่วนที่คล้ายกันกับมนุษย์ เพียงแต่ว่าทำมาจากเศษไม้ หากลองคิดจินตนาการว่าเดินเข้าไปในป่า

แล้วเจอหุ่นต่างๆเหล่านี้ในระยะไกลๆ จะรู้สึกอย่างไร น่าจะคล้ายกับว่ามาจากหนังสยองขวัญเลยทีเดียว เพราะ มันจะดูสมจริงจนน่ากลัวทีเดียว